แนะนำรังสีร่วมรักษา
สมาคมรังสีวิทยาหลอดเลือดและรังสีร่วมรักษาไทย
มีความปรารถนาที่จะเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ในวิธีการรักษาผู้ป่วยโดยเทคนิคต่างๆ
ของรังสีร่วมรักษาที่ทำบ่อยในโรงพยาบาลอย่างสั้นๆ กะทัดรัดและได้ใจความ
ว่าแพทย์ทำอย่างไรบ้าง
หากท่านมีข้อสงสัยหรือข้อแนะนำประการใด กรุณา ติดต่อเรา
รังสีร่วมรักษาคืออะไร?
แพทย์ที่ทำหน้าที่รังสี่ร่วมรักษา
เทคนิคที่น่าสนใจในรังสีร่วมรักษา
Percutaenous catheter insertion
Percutaneuous embolization
Percutaneous transarterial
oily chemoembolization (TOCE)
Percutaneous Transluminal
Angioplasty ( PTA)
Percutaneous stent placement
Percutaneous needle aspiration
or biopsy
Percutaneous drainage
ฯลฯ
รังสีร่วมรักษาคืออะไร
?
รังสีร่วมรักษาเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วย
โดยการใช้เครื่องมือตรวจพิเศษ ส่องให้เห็นพยาธิสภาพภายในร่างกาย หลังจากนั้นก็อาศัยการเห็นจากเครื่องมือตรวจพิเศษต่างๆ
เหล่านี้เป็นตัวชี้นำให้สามารถนำเครื่องมือเล็กๆ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่อกลวง
( catheter) หรือเข็ม หรืออุปกรณ์ใด ไปทำการตรวจหรือรักษาพยาธิสภาพดังกล่าวให้ได้ผลเหมือนกับหรือไกล้เคียงกับการผ่าตัด
ซึ่งเครื่องมือตรวจพิเศษดังกล่าวได้แก่ เครื่องตรวจด้วยรังสีเอ็กซ์
(x-ray) เครื่องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
(computed tomography) เครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( nuclear
magnetic resonance ) เป็นต้น
แพทย์ทำหน้าที่รังสีร่วมรักษาคือใคร
?
แพทย์ที่ทำหน้าที่ในการตรวจและรักษาโดยเทคนิคของรังสีร่วมรักษา
คือรังสีแพทย์ที่ผ่านการอบรมแพทย์ประจำบ้านในสาขาวิชารังสีวินิจฉัย
หรือรังสีวิทยาทั่วไป และได้รับวุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตรแล้ว หลังจากนั้น
รังสีแพทย์เหล่านี้จะได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติม (fellowship training)
ในสาขาวิชารังสีร่วมรักษา จึงจะสามารถให้การตรวจรักษาผู้ป่วยด้วยเทคนิคของรังสีร่วมรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันแพทย์เหล่านี้ในประเทศไทยมีจำนวนไม่มาก
และมักอยู่ในโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ หรือโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ
หรือต่างจังหวัด ที่มีเครื่องมือที่ทันสมัย นอกจากนี้แพทย์เหล่านี้ยังต้องทำงานเป็นทีมและไกล้ชิดกับแพทย์เจ้าของผู้ป่วยอยู่ตลอดเวลาในการร่วมกันดูแลผู้ป่วย
ไม่ว่าจะเป็น อายุรแพทย์ ศัลยแพทย์ หรือกุมารแพทย์ ฯลฯ
เทคนิคที่น่าสนใจของรังสีร่วมรักษา
เทคนิคของรังสีร่วมรักษา
ในการศึกษาทางการแพทย์ นิยมแบ่งเป็น ๒ กลุ่มคือ
1. กลุ่มของเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเส้นเลือด ( vascular interventions
) ได้แก่ Angiogram and Embolization , Percutaneous Transluminal
Angioplasty (PTA) , Percutaneous stent placement เป็นต้น
2. กลุ่มของเทคนิคที่ไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเลือด (nonvascular interventions
) ได้แก่ Percutaneous aspiration and biopsy, Percutaneous drainage
เป็นต้น
Percutaneous
catheter insertion การสอดใส่สายสวน(catheter)ที่เป็นท่อกลวงเข้าไปในร่างกาย
ผู้ป่วย ซึ่งมักจะเป็นหลอดเลือดนั้น แต่เดิมรังสีแพทย์ทำเพื่อการวินิจฉัยโรคที่เกียวข้องกับหลอดเลือดที่เรียกว่า
angiogram แต่ต่อมามีการพัฒนาเทคนิคต่างๆ จากวิธีการเหล่านี้ เช่นการให้ยาโดยตรงและไกล้ๆกับพยาธิสภาพ
การขยายหลอดเลือดที่ตีบตัน (percutaneous transluminal angioplasty)
หรือการอุดหลอดเลือดที่มีพยาธิสภาพ (percutaneous embolization) เป็นต้น
 |
 |
ภาพ diagram
แสดง catheter อยู่ใน
หลอดเลือดแดงใหญ่ของช่องอก ก่อนฉีดสารทึบรังสี |
ภาพ Aortogram หลังจากฉีดสารทึบรังสี
ทำให้เห็นหลอดเลือดแดงใหญ่ของช่องอก
และเส้นเลือดสาขา |
Percutaneous
embolization จากการที่รังสีแพทย์ใส่สายสวนหลอดเลือด
(catheter) เข้าไปตรวจดูพยาธิสภาพของหลอดเลือดได้ เมื่อพบพยาธิสภาพว่ามีเส้นเลือดที่ผิดปกติ
เช่นมีการแตก ทำลาย ทำให้มีการไหลซึมของเลือดออกจากหลอดเลือด รังสีแพทย์ที่มีความเข้าใจในวิทยาการของรังสีร่วมรักษา
สามารถเลือกใช้สารที่เหมาะสม และตำแหน่งที่เหมาะสมในการอุดเส้นเลือดเหล่านั้น
ความสำคัญของการอุดเส้นเลือดคือผู้ทำการอุดต้องมั่นใจว่าจะไม่ทำลายการทำงานของอวัยวะนั้น
หรือไปทำอันตรายอวัยวะที่ปกติ หรือส่วนที่ดีอยู่ หรือก่อให้เกิดอันตรายจากการไปอุดเส้นเลือดที่เลี้ยงอวัยวะที่สำคัญโดยไม่ได้ตั้งใจ
 |
 |
| ภาพแสดงการโป่งพองผิดปกติ
( False aneurysm ) ที่เกิดกับเส้นเลือดแดง ภายในไตข้างขวาซึ่งเป็นผลจากผู้ป่วยถูกแทงด้วยมีด |
ภาพแสดงหลังจากการใช้ขดโลหะพิเศษ
( coil ) ไปอุดหลอดเลือดโดยใส่ผ่านทางสายสวนทำให้เส้นเลือดที่ถูกแทงอุดตัน
การโป่งพองผิดปกติ( False aneurysm )
ก็จะตีบตันในที่สุด โดยเส้นเลือดส่วนใหญ่ของไต
ไม่ถูกทำลาย อีกทั้งผู้ป่วยไม่ต้องรับการผ่าตัด |
Percutaneous transarterial oily chemoembolization (TOCE)
ถือเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถให้การรักษาโดยการทำการผ่าตัดได้
(การรักษาโดยการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกได้หมดถือเป็นการรักษาหลักที่ต้องพิจารณาก่อนเสมอ)
การทำ TOCE คือการรักษาด้วยการให้สารเคมีบำบัดเฉพาะที่ผ่านทางหลอดเลือดแดงเข้าไปสู่บริเวณที่มีโรคอยู่โดยตรง
แล้วอุดกั้นหลอดเลือดนั้นเพื่อไม่ให้เลือดกลับไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกได้อีก
โดยการใส่สายสวนเล็กๆเข้าไปทางหลอดเลือดแดงที่บริเวณขาหนีบหรือรักแร้
แล้วบังคับให้สายสวนให้เคลื่อนไปสู่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกที่ตับโดยอาศัยจอเรืองแสง-ทีวี
เป็นตัวชี้นำทางร่วมไปกับการฉีดสารทึบรังสีเป็นระยะๆ เมื่อได้เส้นเลือดที่ต้องการแล้ว
แพทย์จะฉีดสารเคมีบำบัดที่เตรียมขึ้นเป็นพิเศษเข้าไปสู่ก้อนเนื้องอกของตับ
แล้วจึงฉีดสารอีกชนิดหนึ่งให้อุดกั้นหลอดเลือดแดงทีไปสู่ก้อนเนื้องอกนั้น
ก้อนเนื้องอกจึงถูกทำลายด้วยสารเคมีบำบัดและการขาดเลือดไปเลี้ยง แต่อย่างไรก็ตามเราพบว่าเซลมะเร็งบางส่วนอาจเหลืออยู่
และก่อตัวขึ้นอีกโดยการกระตุ้นให้เนื้อเยื่อปกติที่อยู่ข้างเคียงสร้างหลอดเลือดใหม่เข้ามาเลี้ยงตัวมันได้อีก
ดังนั้น TOCE จึงจำเป็นต้องทำซ้ำอีกเป็นระยะๆ ห่างกันประมาณ 45-60
วัน เพื่อกำจัดเซลมะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ ปัจจุบันมีการใช้สารกัมมันตภาพรังสีบางชนิดฉีดเข้าไปทางสายสวนที่อยู่ในหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงเนื้องอกเพื่อทำการรักษา
แทนการทำ TOCE ซึ่งวิธีการนี้กำลังเป็นที่นิยมในบางประเทศเช่นที่ ออสเตรเลีย
สิงคโปร์ และฮ่องกง เป็นต้น ในขณะที่ในประเทศไทยก็มีหลายสถาบันได้เริ่มนำมาใช้ในผู้ป่วยบางราย
เช่น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นต้น
 |
 |
Celiac angiogram
แสดงให้เห็นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งของตับผ่านทาง right
hepatic artery
|
Celiac angiogram หลังการทำ
TOCE แสดงให้เห็น สารเคมีบำบัดผสมน้ำมันติดค้างที่เนื้อมะเร็ง
และการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง ในขณะที่ เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้อตับที่ดียังคงปกติเป็นส่วนใหญ่
|
Percutaneous
Transluminal Angioplasty ( PTA) จากการที่รังสีแพทย์ใส่สายสวน(catheter)
เข้าไปตรวจดูพยาธิสภาพของหลอดเลือดได้ เมื่อพบพยาธิสภาพว่ามีหลอดเลือดตีบตัน
รังสีแพทย์สามารถใช้สายสวนซึ่งถูกสร้างให้มีลูกโป่ง (balloon)ที่สามารถขยายออกได้ตามขนาดที่ต้องการโดยความดันที่เหมาะสม
จึงทำให้สามารถขยายหลอดเลือดที่ตีบตันเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องทำการผ่าตัด
ซึ่งเทคนิคนี้เรียกว่า Percutaneous Transluminal Angioplasty (PTA)
และในกรณีที่ต้องการให้ไม่เกิดการตีบตันซ้ำขึ้นบ่อยๆ ในเส้นเลือดเหล่านี้
จึงมีการใส่ท่อกลวงที่เป็นว้สดุพิเศษสามารถขยายตัวได้ที่เรียกว่า stent
เข้าไปค้ำหลอดเลือดที่ถูกขยายอย่างถาวร วิธีการนี้เรียกว่า Percutaneous
stent placement

ภาพของ balloon catheter
ก่อน และ หลังขยายตัว |
 |
 |
| ภาพเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขาข้างขวา
เกิดการตีบอย่างมาก |
ภาพของเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงขาข้างขวาหลังการขยายด้วย
สายสวนที่มีปลายเป็นลูกโป่ง |
Percutaneous
stent placement เป็นการสอดใส่ท่อกลวง ซึ่งผลิตจากวัสดุพิเศษและทำในลักษณะที่สามารถขยายตัวได้ที่เรียกว่า
stent เข้าไปค้ำหลอดเลือดที่ผ่านการขยายด้วยสายสวนที่มีปลายเป็นลูกโป่ง
( percutaneous transluminal angioplasty) ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดที่ผ่านการรักษาด้วยการใส่
stent จะกลับมาตีบตันใหม่ได้ยากกว่าเดิม

ภาพแสดงการใส่และวาง stent
ที่เส้นเลือดแดงใหญ่ของขาขวาร่วมไปกับการขยายเส้นเลือดด้วยสายสวนที่มีปลายเป็นลูกโป่ง
|
Percutaneous
needle aspiration or biopsy การใช้เข็มขนาดต่างๆ ซึ่งมักจะเป็นขนาดเล็กๆที่จะทำให้ไม่เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย
เข้าไปสู่ร่างกายในส่วนที่มีพยาธิสภาพ โดยอาศัยการชี้นำทาง โดยเครื่องมือตรวจพิเศษต่างๆ
เช่น เครื่องเอกซเรย์ส่องตรวจ (fluoroscopy) , เครื่องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
(ultrasound), เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography) เป็นต้น
เมื่อได้ตำแหน่งที่ดีแล้วการใช้เข็มดูดพยาธิสภาพที่เป็นน้ำ หรือใช้เข็มดูดหรือตัดชิ้นเนื้อของพยาธิสภาพที่เป็นก้อนเนื้อนั้นๆไปตรวจ
ก็สามารถทำได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะพยาธิสภาพที่เป็นน้ำการใส่สายระบาย
(percutaneous drainage) ก็เป็นขบวนการที่ต่อเนื่องไปจากวิธีการใช้เข็มเจาะดูดนี้

ภาพอัลตราซาวด์
แสดงภาพของเข็มถูกแทงผ่านผิวหนังไปสู่ก้อนหนองที่อยู่
ในช่องท้องอย่างแม่นยำและแน่นอนเพราะสามารถมองเห็นได้ตลอดเวลาที่แทงเข็ม
Percutaneous
drainage เป็นวิธีการที่รังสีแพทย์สามารถนำเอาของเสียที่คั่งอยู่ในร่างกาย
ไม่ว่าจะเป็นนำเหลือง น้ำหนอง น้ำปัสสาวะ หรือน้ำดี ที่ตกค้างที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
หรืออาจมีการอุดตันทางระบายปกติ แพทย์จะช่วยเหลือผู้ป่วยโดยการใส่สายสวนผ่านผิวหนัง
และส่วนที่ไม่เป็นอันตรายของร่างกายเข้าไปดูดเอาของเสียเหล่านั้นออกมาและคาสายระบายไว้
โดยไม่ต้องทำการผ่าตัด วิธีการระบายหนองที่คั่ง (percutaneous abscess
drainage ) วิธีการระบายน้ำปัสสาวะที่คั่งอยู่ในไต (percutaneous nephrostomy)
วิธีการระบายน้ำดีที่คั่งอยู่ในตับ(percutaneous transhepatic biliary
drainage) คือเทคนิคที่เกิดจากการใช้เครื่องมือตรวจพิเศษเป็นตัวชี้นำทาง
และใส่สายระบายได้อย่างถูกต้อง แม่นยำและปลอดภัย

สายระบายที่มีปลายขดเป็นรูปหางหมูเพื่อระบายน้ำของเสียที่คั่งค้างอยู่ในร่างกาย
ให้สังเกตุว่ามีเชือกสีขาว ใช้สำหรับดึงให้ปลายสายระบายคงรูป

แสดงปลายของสายสวนระบายขดอยู่ในโพรงหนองที่อยู่ใต้กระบังลมด้านขวา
เทคนิคต่างๆที่นำเสนอ
ณ ที่นี้ ถือเป็นเทคนิคพื้นฐานที่พบได้บ่อย ยังมีเทคนิคที่น่าสนใจของรังสีร่วมรักษาอีกมาก
ที่ยังไม่ได้นำมากล่าว ยกตัวอย่างเช่น การนำสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย
(percutaneous retrieval of foreign materials ) , การให้ยาหรือสารบำบัดต่างๆเฉพาะที่
( regional infusion of drugs or enzymes), การใช้สารอุดกั้น (embolization)
ในอวัยวะต่างๆซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป เช่น การใช้สารอุดกั้นในกรณีที่มีความผิดปกติของเส้นเลือดในสมอง
หรือบริเวณใกล้เคียง การใช้สารอุดกั้นในกรณีที่มีเลือดออกในอวัยวะใดๆ
ในร่างกาย การใช้สารอุดกั้นเพื่อรักษาเนื้องอกหรือเพื่อลดการเสียเลือดก่อนการผ่าตัด
ฯลฯ , การสร้างทางเชื่อมต่อของระบบหลอดเลือดภายในตับ ( TIPS
Transjugular
Intrahepatic Portosystem Shunt ) เป็นต้น
เทคนิคต่างๆ
เหล่านี้จะถูกนำมาเขียนเป็นบทความทางวิชาการในเว็บไซต์นี้ โดยคณะกรรมการวิชาการของสมาคมฯ
และเชื่อมโยงกับการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ ผู้สนใจจะสามารถติดตามได้เป็นระยะๆ
ต่อไป หรือมีหัวข้อทางวิชาการที่ต้องการสอบถามกรุณา
ติดต่อเรา
Top
|