อาจารย์หมอร่มไทร
และ รังสีร่วมรักษา
บันทึกความทรงจำโดย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์นรา แววศร
มหาวิทยาลัยมหิดล
ประธานชมรมรังสีร่วมรักษาแห่งประเทศไทย
หลายคนอาจแปลกใจเมื่อเห็นเรื่อง "อาจารย์หมอร่มไทร
และรังสีร่วมรักษา " ซึ่งแทนที่จะเป็น " อาจารย์หมอร่มไทรและเวชศาสตร์นิวเคลียร์"
เพราะท่านเป็น"บิดาของเวชศาสตร์นิวเคลียร์" เป็นผู้ริเริ่มงานทางด้านนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้จักจนเป็นที่รับรู้แพร่หลายทั่ววงการแพทย์ในขณะนี้
อาจารย์หมอร่มไทรมีความสำคัญต่อวิชาแพทย์แขนงใหม่ "รังสีร่วมรักษา"
ในการก่อกำเนิดและเจริญสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้
ผมขอบันทึกเหตุการณ์ความสัมพันธ์ของท่านและวิชา
" รังสีร่วมรักษา" ไว้เพื่อเตือนความทรงจำของแพทย์รุ่นหลังๆ
และเป็นตัวอย่างที่ดีให้เห็นถึงความเอาใจใส่และสนับสนุนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่าน
เนื่องจากผมเป็นผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับงานนี้มาตั้งแต่ต้น เรื่องที่จะบรรยายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอาจารย์กับ"รังสีร่วมรักษา"
จึงต้องมีผมเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
ผมได้รู้จักอาจารย์ร่มไทรเป็นครั้งแรกเมื่อมาเป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกรังสีวิทยา
(สมัยนั้นยังไม่ใช้คำว่า "ภาควิชา") ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ แพทย์ประจำบ้านสมัยนั้นเรียกว่า
House officer หรือเรียกย่อๆว่า H.O. แพทย์ที่มาอยู่รังสีวิทยาพร้อมๆกับผมคือ
น.พ. ดิเรก ดำรงศักดิ์ ( ท่านผู้นี้รุ่นก่อนผมหลายปี มีประวัติการเรียนดีเด่นมากคือ
สอบจบชั้น ม.๘ ได้ที่หนึ่งของประเทศจากโรงเรียนเดียวกับผมคือ สวนกุหลาบวิทยาลัย)
และ น.พ. ทองปลิว เปรมปรี ( ท่านผู้นี้ได้เหรียญทองตลอดหลักสูตร จบแพทย์รุ่นเดียวกับผมและต่อมาไปศึกษาจนจบ
Ph.D ทาง Radiology ที่มหาวิทยาลัย The Johns Hopkins และเป็น Full
Professor อยู่ที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา) พวกเราต้องผลัดกันไปประจำอยู่หน่วยงานละ
๑ คนคือ รังสีวินิจฉัยซึ่งมีศาสตราจารย์นายแพทย์สนวน บูรณภวังค์เป็นหัวหน้า
รังสีรักษา (Radiotherapy) มีศาสตราจารย์นายแพทย์อำนวย เสมรสุตเป็นหัวหน้า
และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ซึ่งมีอาจารย์หมอร่มไทร สุวรรณิกเป็นหัวหน้า
สมัยนั้นแผนกรังสีวิทยาตั้งอยู่ที่ตึกสองชั้นสีขาวบริเวณหลังพระรูปสมเด็จพระราชบิดาตรงที่เป็นตึก
๗๒ ปีในปัจจุบันนี้ สำนักงานเวชศาสตร์นิวเคลียร์ตั้งอยู่บนชั้น ๒ ด้านตะวันออก
เมื่อถึงผลัดของผมที่จะต้องย้ายขึ้นไปทำงานกับท่านยังจำได้ว่าท่านจะมีกาแฟดำเย็นแก้วใหญ่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน
ท่านมักจะนั่งคิด เขียน ลุกเดินไปสั่งงาน และลงมือทำงานด้วยตนเอง สลับกันไปมาอยู่เสมอ
ขณะนั้นท่านกำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับไอโอดีนและคอพอกอยู่ เมื่อท่านเสนอรายงานเรื่องนี้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์
ท่านได้กรุณาใส่ชื่อผมเป็นผู้ร่วมงานในงานวิจัยนั้นด้วย เรื่องนี้นับเป็นพระคุณอย่างมากกับผมในระยะหลังเพราะช่วยทำให้ผมได้รับเลือกเข้าเป็นแพทย์ประจำบ้านของมหาวิทยาลัย
The Johns Hopkins ในสหรัฐอเมริกาในอีก ๕ ปีถัดมา และ ณ โรงพยาบาล
Johns Hopkins นี่เองที่ผมได้มีโอกาสรู้จักกับการตรวจหลอดโลหิตทางรังสีและ
Seldinger technique เป็นครั้งแรก นับเป็นการเปิดประตูกว้างสำหรับผมให้เดินเข้าสู่อาณาจักรของ
" รังสีร่วมรักษา " ในภายหลัง ส่วนงานวิจัยเกี่ยวกับไอโอดีนและ
โรคคอพอกนั้นอาจารย์ร่มไทรได้ทำการค้นคว้าติดต่อไปอย่างกว้างขวาง มีผลงานเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ
เครื่องผสมเกลือ-ไอโอดีน ที่อาจารย์ประดิษฐ์ขึ้นเองนั้นสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้อาจารย์ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ดีเด่นจากสภาวิจัยแห่งชาติ ซึ่งท่านเป็นรังสีแพทย์คนแรกของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลอันมีเกียรตินี้
( รูปอาจารย์ร่มไทรเมื่อยังรับราชการเป็นรังสีแพทย์ในโรงพยาบาลศิริราช)
อาจารย์เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์ในด้านความเพียรพยายามในการปฏิบัติงาน
ท่านได้เคยสอนผมว่าให้ทำงานเหมือนหมาบูลด๊อก คือกัดแล้วไม่ปล่อย
ท่านจะมาทำงานแต่เช้าและมักจะทำงานอยู่จนเย็นจึงจะหิ้วกระเป๋าเดินลงบันไดผ่านหน่วยรังสีวินิจฉัยซึ่งอยู่ชั้นล่างก่อนออกไปจากตึกรังสีวิทยา
พวกเราซึ่งเป็นแพทย์ประจำบ้านมักจะนั่งอ่านฟิล์มอยู่จนถึงเย็นเพราะพักอยู่ในหอพักในโรงพยาบาลไม่ต้องกลับบ้าน
จะเก็บฟิล์มยากๆซึ่งดูไม่ออกไว้คอยเชิญอาจารย์มาช่วยดูให้ตอนที่อาจารย์หิ้วกระเป๋าเดินลงมาจะกลับบ้าน
ซึ่งจะทำให้ต้องกลับบ้านผิดเวลาอยู่บ่อยๆ แต่อาจารย์ก็ไม่เคยปฏิเสธพวกเราสักครั้ง
ไม่เคยแสดงกริยาไม่พอใจ ไม่เคยอ้างว่าไม่ว่าง ไม่เคยอ้างว่าเป็นเวลาที่ต้องพักผ่อน
ท่านจะหิ้วกระเป๋าเดินนำหน้าเข้ามาในห้องอ่านฟิล์ม วางกระเป๋าลง หยิบฟิล์มขึ้นเสียบ
แล้วลงมืออธิบายให้พวกเราคอยจดตามจนหมดฟิล์มทั้งกองที่พวกเราสะสมเอาไว้
ผมได้เรียนรู้วิชารังสีวินิจฉัยจากอาจารย์ร่มไทรในช่วงนี้มาก ท่านสามารถตรวจสอบสิ่งผิดปกติบนฟิล์มได้รวดเร็ว
บางครั้งพวกเราจดไม่ทันท่านก็จะเขียนให้เอง ทำให้พวกเราได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องในการอ่านฟิล์มด้วย
อาจารย์เขียนหนังสือสวย เป็นระเบียบ และเร็ว ท่านมักจะกล่าวชมเมื่อพวกเราตรวจพบสิ่งผิดปกติบนฟิล์มก่อนที่ท่านจะบอกให้จด
ทำให้พวกเรารู้สึกภูมิใจว่าเริ่มจะมีความรู้ทางรังสีวินิจฉัยบ้างแล้ว
นอกจากวิชาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ที่เป็นงานหลักของท่านแล้ว
ท่านเป็นผู้มีความรู้ทางรังสีรักษาเป็นอย่างดีด้วย
ท่านเคยต้องลงมาปฏิบัติงานที่หน่วยรังสีรักษาแทนศาสตราจารย์นายแพทย์โรจน์
สุวรรณสุทธิ ที่เดินทางไปต่างประเทศช่วงระยะเวลาหนึ่งซึ่งผมโชคดีได้มีโอกาสปฏิบัติงานกับท่านในระยะนั้นด้วย
ยังจำได้ดีถึง Split-field technic ของอาจารย์ในการใช้โคบอลต์- ๖๐
รักษามะเร็งของโพรงหลังจมูกที่ลามมาถึงต่อมน้ำเหลืองที่คอ ทำให้ร่นระยะเวลาในการฉายแสงลงไปได้มาก
ท่านมีวิธีการให้กำลังใจผู้ร่วมงานกับท่านโดยไม่พูดอย่างตรงๆ
ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ระยะท้ายมาตรวจติดตามผลการรักษาบ่นว่าตาข้างหนึ่งเริ่มจะมองไม่เห็น
ผมหยิบ Opthalmoscope ขึ้นมาจากลิ้นชักและเปิดออกบรรจุแบตเตอรี่ อาจารย์ร่มไทรซึ่งนั่งตรวจผู้ป่วยอยู่ใกล้ๆถามว่าจะทำอะไร
ผมตอบว่าจะดู Eye ground คนไข้ ท่านมองผมอยู่ครู่หนึ่งคงสงสัยในใจว่าผมจะใช้เป็นหรือเปล่า
แต่ท่านกลับพูดว่า " ดีแล้วหมอ ผมจะจำความเอาใจใส่ของหมอไว้ "
เมื่อผมมาอยู่แผนกรังสีวิทยานั้น งานตรวจหลอดโลหิตทั้งหมดทำโดยศัลยแพทย์
ผมเคยเห็นการตรวจหลอดโลหิตของสมองโดยอาจารย์หมออุดม โปษะกฤษณะ และอาจารย์หมอวิชัย
บำรุงผล โดยใช้เข็มแทงเข้าหลอดเลือดแดงคาโรติดที่คอโดยตรง เคยเห็นนายแพทย์อนันต์
คูสกุล (รังสีแพทย์ก่อนผม ๑ รุ่น ปัจจุบันประกอบอาชีพที่สหรัฐอเมริกา
)ตรวจหลอดเลือดแดงที่ขาโดยใช้เข็มเจาะหลัง แทงเข้าหลอดเลือดบริเวณขาหนีบ
แต่ก็ยังไม่มีเครื่องฉีดสารรังสี หรือเครื่องเปลี่ยนฟิล์มเร็วเพื่อให้ถ่ายภาพได้หลายๆภาพในเวลาสั้นๆตามต้องการ
ผมได้ทราบว่าอาจารย์หมอร่มไทรได้คิดเครื่องฉีดสารทึบรังสีขึ้นใช้เองให้ได้แรงและเร็วตามต้องการ
โดยใช้หลักคานดีดคานงัด เพื่อช่วยให้การตรวจ Translumbar aortography
ได้ผลดี ปัจจุบันเครื่องฉีดสารทึบรังสีต้นแบบนี้ยังเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์พิณพากพิทยเภทที่อาจารย์หมอดุษฎี
ประภาสวัต จัดทำขึ้นที่ชั้นใต้ดินตึก ๗๒ ปี โรงพยาบาลศิริราช
เมื่อผมจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกากลับมาปฏิบัติงานประมาณเดือนตุลาคม
๒๕๑๒ นั้น งานการตรวจหลอดโลหิตทางรังสีส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของศัลยแพทย์และอายุรแพทย์
อีกประมาณ ๒-๓ ปีหลังจากนั้นรังสีแพทย์จึงจะได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนแพทย์ในสาขาวิชาอื่นว่ามีความสามารถในการตรวจหลอดโลหิตทางรังสีโดยวิธีของ
Seldinger technic งานการตรวจหลอดโลหิตทางรังสีจึงได้ค่อยๆเปลี่ยนมาอยู่ในมือของรังสีแพทย์
จนถึงประมาณต้นปี ๒๕๒๐ จึงเริ่มมีงานของ "รังสีร่วมรักษา"
เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งอาจารย์หมอร่มไทรมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างมากในตอนนั้น
ก่อนหน้า พ.ศ. ๒๕๒๐ ยังไม่มีใครรู้จักคำว่า
"รังสีร่วมรักษา" ไม่มีใครคิดเลยว่ารังสีแพทย์ด้านรังสีวินิจฉัยจะอาศัยวิธีการตรวจทางรังสีวินิจฉัยมาทำการรักษาได้
ยังไม่มีใครรู้จักคำ "Interventional Radiology" ผมได้รับทุนของ
Swedish Institue เมื่อต้นปี ๒๕๑๙ ให้ไปศึกษาและดูงานด้าน "การตรวจหลอดโลหิตทางรังสี"
ณ ประเทศสวีเดน เป็นระยะเวลา ๑๐ เดือน ทุนนี้จะต้องออกค่าเครื่องบินเอง
กรมวิเทศสหการจัดเป็นทุนประเภท ๒ ผู้ได้รับทุนจะไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน
ผมตัดสินใจจะสละทุนเพราะเงินดือนล้าหลังมากอยู่แล้ว แต่อาจารย์ร่มไทรเป็นผู้ให้กำลังใจและสนับสนุนให้ผมรับทุนนี้
และยังช่วยออกเงินช่วยเหลือค่าเครื่องบินเป็นจำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาทแก่ผม
ที่มหาวิทยาลัย Lund ประเทศสวีเดนนี้เองผมได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ จาก
Professor Lunderquist ในการรักษาโรคโดยอาศัยเทคนิคทางรังสีวินิจฉัย
ขณะนั้นยังไม่มีคำว่า " Interventional
Radiology " แต่เริ่มมีการปฏิบัติงานแบบเดียวกันนี้แพร่หลายขึ้นทั้งในยุโรปและอเมริกาแล้ว
เมื่อผมกลับมาได้เริ่มงานนี้เป็นครั้งแรกโดยการรักษาความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไหล่ซ้ายของหญิงสาวผู้หนึ่งโดยการอุดกั้นหลอดเลือด
( Embolization ) เมื่อประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ
สมควรที่จะบันทึกไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า ศัลยแพทย์เจ้าของผู้ป่วยนั้นคือ
อาจารย์นายแพทย์ระวี พิมลศานต์ ผู้ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดมีงานการรักษาโดยวิธีการของ
"รังสีร่วมรักษา" ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และหลังจากนั้นเป็นต้นมา
งานนี้ก็เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ
ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ผมได้รับเชิญไปประชุม
" The First Asia-Pacific Congress of Cardio-Vascular and Interventional
Radiology ( APCCVIR) " ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้เป็นครั้งแรก
ผมได้รับเชิญในฐานะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมนี้และเป็นผู้แทนจากประเทศไทย
การประชุมครั้งนี้ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี สมาชิกจากกลุ่มประเทศภาคพื้นเอเซีย-แปซิฟิค
เข้าร่วมประชุมด้วยเป็นจำนวนมาก เมื่อผมกลับจากการประชุมก็ได้รีบจัดการเชิญชวนรังสีแพทย์ผู้สนใจงานทางด้านนี้มาร่วมประชุม
ณ ห้อง Tumor clinic ของสาขารังสีรักษา ตึก ๗๒ ปี ชั้น ๑ เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการก่อตั้งสมาคมฯ
และได้เรียนเชิญอาจารย์ร่มไทรเป็นประธาน เนื่องจากประเทศญี่ปุ่น
เกาหลีและสิงคโปร์ ก็มีสมาคมนี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะจะเป็นการช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้งานทางด้านนี้ก้าวหน้าไปโดยรวดเร็วทันประเทศเพื่อนบ้าน
สรุปความเห็นส่วนใหญ่ของที่ประชุมในวันนั้นต้องการก่อตั้งเป็นชมรมหรือสมาคมขึ้น
ซึ่งนับเป็นการกำเนิดของชมรมขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่
๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๖ โดยมีอาจารย์ร่มไทรเป็นประธานในการประชุมก่อตั้งครั้งนั้น
และดำรงตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษาของชมรมตลอดมา
ปัจจุบันชมรมรังสีร่วมรักษามีความเจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ
มีการประชุมวิชาการประจำเดือนต่อเนื่องกันมาเกือบจะทุกเดือน โดยได้รับความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลสงฆ์
และต่อมาโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าให้ใช้ภาควิชารังสีวิทยาเป็นที่ประชุมทุกครั้ง
อาจารย์ร่มไทรได้กรุณาให้กำลังใจและสนับสนุนชมรมมาโดยตลอด
ท่านได้กรุณาเป็นประธานและแสดงปาฐกถาเกียรติยศเรื่อง " ความยากลำบากในการตรวจหลอดเลือดทางรังสีสมัยเริ่มแรก"
ในการประชุมประจำปีครั้งหลังสุดของชมรม ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องประชุมโรงแรมสยามซิตี้
ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔
( รูปถ่ายของอาจารย์ร่มไทรกับคณะกรรมการชมรมรังสีร่วมรักษาแห่งประเทศไทยในการประชุมประจำปี
๒๕๔๔ ณ โรงแรมสยามซิติ้ )
และยังเป็นประธานกรรมการที่ปรึกษาในการจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศลเพื่อจัดหารายได้เป็นกองทุนก่อตั้งสมาคม
" รังสีวิทยาหลอดเลือดและรังสีร่วมรักษาไทย" ณ สนามกอล์ฟแนเชอรัลพาร์ค
รามอินทรา เมื่อวันศุกร์ที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่ผ่านมานี้
(รูปอาจารย์ร่มไทรในฐานะประธานการแจกรางวัลในการแข่งขันกอล์ฟการกุศล
เมื่อวันศุกร์ที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ณ สนามกอล์ฟแนเชอรัลพาร์ค รามอินทรา)
นอกจากนี้ท่านยังได้ปวารณาตนที่จะช่วยสนับสนุนสมาคมฯ ที่กำลังดำเนินการก่อตั้งอยู่นี้โดยบริจาคเงินให้จำนวนหนึ่งเพื่อเป็นทุนอุดหนุนเริ่มแรก
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คงจะเห็นได้ว่าอาจารย์ร่มไทร
มีความสัมพันธ์กับรังสีร่วมรักษาอย่างไร ท่านเป็นครูแพทย์ที่นอกจากจะสั่งสอน
อบรม ให้ความรู้ศิษย์ตามหน้าที่แล้ว ยังช่วยให้กำลังใจ สนับสนุน บริจาคทรัพย์สินส่วนตัวช่วยเหลือ
ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ทุกครั้งที่ศิษย์มาขอคำแนะนำปรึกษา อาจารย์เป็นตัวอย่างของครูแพทย์ที่มีชีวิตเป็นครูอยู่ตลอดเวลา
ท่านมีจิตเมตตาช่วยเหลือ แม้ในเรื่องเดือดร้อนส่วนตัวบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผม
ท่านก็กรุณาแนะนำช่วยเหลือให้กำลังใจจนผ่านวิกฤตการณ์นั้นมาได้
ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์
" ขอน้อมกราบคุณครูผู้สอนสั่ง
พระคุณดั่งพสุธาได้อาศัย
จนปีกกล้าขาแข็งมีแรงใจ จะมั่นในคำครูไม่ดูแคลน "
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ
นายแพทย์นรา แววศร
มหาวิทยาลัยมหิดล
|